Monday, July 6, 2015

ไคโตซาน (Chitosan) สุดยอดตัวช่วยลดน้ำหนัก




ไคโตซาน (Chitosan)
ไคโตซาน มาจากการย่อยสารไคติน(Chitin) ที่อยู่ในเปลือกกุ้ง และปู ไคโตซาน ช่วยจับไขมันในอาหารและจับน้ำดี จึงลดการย่อยไขมัน และลดการดูดซึมไขมันเข้าสู่ลำไส้ ทำให้ไขมันถูกขับออกทางอุจจาระ ดังนั้น ไคโตซาน จึงช่วยลดความอ้วน

จากการทดลองในหนู พบว่า ไคโตซานและไคติน ช่วยลดการเพิ่มของน้ำหนักได้ 143% และจากการทดลองในคนอ้วน โดยให้รับประทานไคโตซาน วันละ 3 กรัม เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าช่วยลดการเพิ่มของน้ำหนักได้ 22%

ในปีค.ศ.2007 มีการศึกษาเชิงระบาดวิทยากับประชากรกลุ่มใหญ่ เพื่อศึกษาการลดน้ำหนัก พบว่ากลุ่มที่รับประทานไคโตซาน มีน้ำหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญเฉลี่ย 1.7 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานไคโตซาน

ไคโตซาน ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ช่วยลดความอ้วนได้ โดยขัดขวางการดูดซึมของไขมัน ในขณะที่ผ่านทางเดินอาหาร ไคโตซานจะช่วยดูดซับไขมันได้ 4-6 เท่าของน้ำหนักตัว ส่งผลให้ไขมันถูกขับออกจากร่างกาย ก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมและเก็บไว้เป็นน้ำหนักส่วนเกิน

ปริมาณที่แนะนำ ไคโตซานขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 1-3 เวลาพร้อมอาหาร และควรดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว

ข้อเสีย ของไคโตซาน ไคโตซานจะดูดซับวิตามินที่ละลายในไขมันที่สำคัญอย่าง วิตามินเอ, วิตามินดี, วิตามินอี และวิตามินเค ไปด้วย จึงควรรับประทาน เฉพาะช่วงเวลาที่จำเป็น และไม่ควรรับประทานต่อเนื่องกันนานเกินกว่า 2 สัปดาห์ และหากคุณรับประทานไคโตซาน จึงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินที่ละลายในไขมัน และกรดไขมันที่จำเป็นเพิ่มขึ้นด้วย

ข้อควรระวัง ไคโตซาน มีความปลอดภัย เพราะไม่ถูกย่อย ไม่มีพิษ แต่ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้อาหารทะเล เพราะเสมือนว่ารับประทานอาหารทะเลเข้าไป จึงทำให้เกิดอาการในผู้ที่แพ้อาหารทะเล รวมทั้งเด็ก หญิงมีครรภ์ และหญิงให้นมบุตรก็ไม่ควรรับประทานไคโตซาน

อ้างอิงจาก www.greenclinic.in.th

ดีท็อกซ์ เพื่อสุขภาพ

 

การล้างลำไส้หรือดีท็อกซ์ ( DETOX) จะช่วยทำความ สะอาดและขจัดสิ่งสกปรกของเสีย กาก อาหาร
รวมทั้งสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ให้หมดไป เนื่องจากของเสียเหล่านี้ มักถูกขับถ่ายออกได้ไม่หมด
จึงตกค้างอยู่ ในลำไส้ บางครั้งจะเกาะติดอยู่ตามผนัง ของลำไส้เป็นตะกรัน เป็นอุจจาระ เนื้อเยื่อของเซลล์ที่ตาย
พยาธิและน้ำ เมือกที่ถูกสะสมไว้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นผล ร้ายต่อร่างกายจนทำให้เกิดอาการต่างๆ ของโรค เช่น

- ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก
- ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ และผายลมบ่อยๆ
- ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นประจำ
- ปวดศีรษะ คลื่นเหียน อาเจียน เวียนศีรษะ และมีไข้ต่ำๆ ตลอดเวลา
- เหนื่อยง่าย ปากเหม็น ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง
- เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล และเป็นฝีบ่อยๆ
- มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อและกระดูก ตลอดจนรูมาตอยด์
- โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ ต่อมน้ำเหลือง
- ริดสีดวงทวารภายนอก หรือภายใน เป็นต้น

ดังนั้น ผู้ที่เป็นโรคหรือมีอาการดังกล่าวนี้ จึงควรได้รับการล้างลำไส้ เพื่อขจัดของเสียและสารพิษที่คั่งค้าง
ออกจากร่างกาย ทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงของโรคด้วย

Sunday, July 5, 2015

ลิ้นจี่ สุดยอดผลไม้ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง




ลิ้นจี่ ผลไม้ต้านอนุมูลอิสระทรงพลัง/นพ.กฤษดา ศิรามพุช
       โฉมงามนางหนึ่งปรารถนาอยากลิ้มรส “ลิ้นจี่สด” จากสถานที่ที่อยู่ไกลบ้านนับพันกิโล ซึ่งลิ้นจี่นั้นก็ถูกนำมาให้ตามความปรารถนาอย่างรวดเร็วราวลัดนิ้วมือ โดยลิ้นจี่ยังคงความสดเหมือนเพิ่งปลิดจากต้น
     
       เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อราว 1,300 ปีก่อน
     
       ส่วนยอดหญิงคนงามท่านนี้คือ พระสนม “หยางกุ้ยเฟย” ผู้เป็นจอมใจจักรพรรดิถังเสวียนจงแห่งราชวงศ์ถัง ซึ่งถ้าไม่นับจุดจบที่น่าเศร้าของพระสนมผู้งามล้ำ
     
       ลิ้นจี่นี้ถือเป็นผลไม้แห่งความรักของคนจีน
     
       ไม่ต่างกับดอกกุหลาบที่เป็นสัญลักษณ์แห่งวาเลนไทน์ของฝรั่ง
     
       ลิ้นจี่มีเทือกเถาเหล่ากออยู่ที่เมืองจีนแถบกว่างตงและฝู่เจี้ยน มีหลักฐานชัดเจนสุดว่ามาเมืองไทยครั้งแรกในราวต้นรัตนโกสินทร์ ว่ากันว่ามาแต่ครั้งแผ่นดินพระพุทธยอดฟ้าฯ
     
       เชื่อว่านายวานิชชาวจีนได้นำพันธุ์เข้ามาปลูก
     
       ลิ้นจี่ก็เช่นเดียวกับผลไม้หลายชนิดที่ไม่มีทุกฤดู บรรพบุรุษของมันอยู่เมืองหนาวมา จึงมีเฉพาะในบางหน้าที่อากาศกำลังสบายก็จะได้ทานลิ้นจี่กันอย่างฉ่ำใจอย่างในหน้านี้
     
       แต่ถ้าหาไม่ค่อยมีก็พอจะมีผลไม้ที่เป็นญาติสนิทกับลิ้นจี่อย่าง “เงาะ” และ “ลำใย” ให้รับประทานกันสมเป็นเมืองไทย อันอุดม โดยลิ้นจี่มีของดีดังต่อไปนี้
     
       - น้ำ    
       - น้ำตาล    
       - ใยอาหาร    
       - สารต้านอนุมูลอิสระและแร่ธาตุต่างๆ

ลิ้นจี่ ผลไม้ต้านอนุมูลอิสระทรงพลัง/นพ.กฤษดา ศิรามพุช
       สรรพคุณลิ้นจี่
     
       ลิ้นจี่ลูกกลมฉ่ำน้ำชื่นใจนี้มีประโยชน์มหาศาล ไม่ว่าจะพันธุ์เมื่อก่อนอย่างพันธุ์ค่อม จนต่อมามีกิมเจ็ง, ฮงฮวย หรือที่ลูกโตสวยสมัยนี้คือ “จักรพรรดิ” นั้นมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพที่อัดแน่นอยู่ดังนี้ครับ
     
       1) มีสารต้านมะเร็ง ในลิ้นจี่มีสารเคมีพระเอกต้านอนุมูอิสระและมะเร็งอยู่คือ “ฟลาโวนส์”, “เคอซิทิน” และ “เคมเฟอรัล” ซึ่งเป็นสารทรงพลังในลิ้นจี่ (Litchi Fruit Pericarp) ที่ช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งและยังช่วยต้านเซลล์มะเร็งเต้านมได้อย่างน่าประทับใจ
     
       2) คุมความดันและหัวใจ ลิ้นจี่เป็นผลไม้สีแดงสดเหมาะกับระบบเลือดและหัวใจที่ทำงานปั๊มพ์เลือดตลอดเวลา ด้วยสาร “โพลีฟีนอลส์” ที่ดีต่อหัวใจช่วยต้านการอักเสบ และยังมีแร่ธาตุโพแทสเซียมช่วยลดความดันโลหิต และคุมการเต้นกล้ามเนื้อหัวใจด้วย
     
       3) ช่วยกระเพาะและลำไส้ ด้วยลิ้นจี่มีน้ำมากในเนื้อและยังมีใยอาหารชนิดที่เป็นวุ้นช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ได้ดี ท่านที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายหรือท้องผูกบ่อยอาจรับประทานลิ้นจี่ช่วยได้เพราะเส้นใยของมันช่วยให้กากอาหารนุ่มขึ้นขับถ่ายง่าย (Bulk forming)
     
       4) ให้พลังกับนักกีฬา โดยการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติกรุงโซลชี้ว่า นักออกกำลังที่ได้รับสารสกัดลิ้นจี่เมื่อเทียบกับคนที่ได้รับวิตามินซีหรืออีบำรุงแล้วพบว่า คนที่ได้สารสกัดลิ้นจี่มีผลการออกกำลังที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการศึกษานี้เชื่อว่ามาจากสาร “โพลีฟีนอลส์” ที่ช่วยเพิ่มความอึดให้ได้ด้วย


ลิ้นจี่ ผลไม้ต้านอนุมูลอิสระทรงพลัง/นพ.กฤษดา ศิรามพุช
       5) เป็นแหล่งวิตามินซี โดยลิ้นจี่เพียง 1 ถ้วยตวงก็มีวิตามินซีมากพอที่ร่างกายจะได้รับต่อวัน โดยวิตามินซีนี้จะช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง ป้องกันช้ำ เลือดออกง่าย และช่วยสร้างคอลลาเจน ซึ่งท่านที่รับประทานอาหารเสริมพวกคอลลาเจนอยู่ ก็ควรทานลิ้นจี่ให้ได้วิตามินซีจากธรรมชาติด้วยนะครับ
     
       6) เป็นแหล่งวิตามินบี เป็นวิตามินที่เป็นตัวผู้ช่วย (Co-factor) ของสารในระบบประสาทของร่างกาย ในลิ้นจี่เป็นแหล่งของหลายวิตามินบี อย่างตัวหนึ่งคือ “โฟลิก” ที่เป็นวิตามินบีช่วยลดไขมัน (ผ่านกระบวนการเมทิลเลชั่น) และช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงได้
     
       7) สารต้านอนุมูลอิสระพิเศษ ที่เป็นตัวเด่นของลิ้นจี่คือ “โอลิโกนอล (Oligonol)” โดยมีการศึกษาจากญี่ปุ่นเจาะลึกสารนี้ จนรู้ว่ามันมีมากในลิ้นจี่และเป็นตัวหนึ่งที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ นอกจากนั้นยังช่วยปกป้องผิวพรรณจากรังสียูวีที่มารอนราญได้ด้วย
     
       ทั้งหมดก็คือ ความดีของลิ้นจี่ที่มีส่วนช่วยมนุษย์มากนอกจากความอร่อย แต่ลิ้นจี่ก็มี “น้ำตาล” กับแร่ “โพแทสเซียม” ที่ค่อนข้างสูงจึงต้องระวังในท่านที่มีเบาหวาน, โรคไต, เด็กที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อในสมอง (Encephalitis) และมีโอกาสเกิดร้อนในง่าย
     
       ด้วยประโยชน์ที่มากมายไม่แพ้ผลไม้ฝรั่งของลิ้นจี่นี้เอง ที่ส่งให้มันได้รับการตีตราว่าเป็น “ซุปเปอร์ฟรุต” ซึ่งเป็นฉายาของผลไม้ที่ให้สารต้านอนุมูลอิสระทรงพลัง
     
       ได้ประโยชน์จังๆ แถมอร่อยด้วย

อ้างอิง จาก http://www.manager.co.th/CelebOnline/ViewNews.aspx?NewsID=9570000079578

ลิ้นจี่ สารพัดประโยนชน์ เพื่อสุขภาพ






ลื้นจี่ สารพัดประโยชน์ เพื่อสุขภาพที่ ดีโล่ ได้เลือกมาเป็น ส่วน ประกอบ ที่สำคัญที่ช่วยที่ ดี่โล่ สวยน่ารับประทาน ตั้งแต่กลิ่น จนถึง สุขภาพของผู้ดื่ม

ลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระมากมาย (Super Antioxidant)
ช่วยชะลอความชราและความเสื่อมถอยของเซลล์ในร่างกาย อีกทั้ง สารสกัดจากเมล็ดลิ้นจี่
ยังมีคุณสมบัติในการยับยั้ง เอนไซม์ที่ทำลาย คอลลาเจน (Collagen), อิลาสติน  (Elastin)
และ ไฮยาลูรอนนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) ในชั้นผิว ซึ่งส่งผลให้สามารถช่วยรักษาความเต่งตึง
ความชุ่มชื้นให้ผิวหนังในทุกจุด และป้องกันการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้อีกด้วย อีกทั้ง ยังมีฤทธิ์การยับยั้ง   เอนไซม์ไทรอกซิเนส ทำให้ผิวขาวกระจ่างใสขึ้น นอกจากนี้ ทางการแพทย์ยังเชื่อว่า ลิ้นจี่

มีส่วนช่วยในการลดอัตราการเกิดเซลล์มะเร็งเต้านมในผู้หญิง

และสรรพคุณ อีกมากมาย
+ ช่วยชะลอความชรา ลบเลือนริ้วรอย
+ ยับยั้งการทำลายคอลลาเจน, อีลาสติน และ ไฮยาลูรอนนิก แอซิด
+ รักษาความเต่งตึงให้กับผิวทุกจุด
+ มีส่วนช่วยในการลดอัตราการเกิดเซลล์มะเร็งเต้านมในผู้หญิง